นิติกรรมกับสัญญาต่างกันอย่างไร

แยกความหมายของนิติกรรม การเกิดสัญญา และแบบของการกระทำ ผ่านตัวอย่างคำเสนอ คำสนอง และพินัยกรรม

ตรวจเนื้อหาตามขอบเขตแล้ว

ตรวจเนื้อหาด้วย AI เฉพาะมาตราและรุ่นที่ระบุแล้ว ตัวอย่างลดทอนข้อเท็จจริงเพื่ออธิบายหลัก ไม่ใช้แทนการตรวจเอกสารหรือสิทธิของบุคคลจริง

ตรวจทานเนื้อหาด้วย AI เมื่อ
ขอบเขตการตรวจ: ตรวจคำอธิบายและแนวคำตอบกับมาตรา 149–153, 354–361, 453 และ 1646–1648 ในฉบับที่ระบุ รวมขอบเขตฉบับแก้ไขที่ 25 และการค้นเพิ่มเติมแบบจำกัด ไม่วินิจฉัยนิติกรรมจริง ไม่รับรองการค้นครบทุกฉบับ

คำตอบสั้น · ตรวจเนื้อหาตามขอบเขตแล้ว

นิติกรรมเป็นกรอบกว้างของการกระทำที่มุ่งให้เกิดผลทางกฎหมายตามมาตรา 149 ส่วนสัญญาเป็นนิติกรรมที่เกิดจากเจตนาของคู่กรณีตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปตรงกัน จึงไม่ใช่ว่านิติกรรมทุกอย่างต้องเป็นสัญญา และไม่ควรตัดสินจากจำนวนลายเซ็นหรือการมีเอกสารเพียงอย่างเดียว

นิติกรรมมองที่เจตนาก่อผลทางกฎหมาย

มาตรา 149 อธิบายนิติกรรมโดยดูการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและสมัครใจ มุ่งโดยตรงให้เกิดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างบุคคล เช่น ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับสิทธิ จึงต้องดูว่าผู้กระทำมุ่งให้เกิดผลทางกฎหมายเรื่องใด ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีการพูดหรือมีลายเซ็นแล้ว

การนัดพูดคุยหรือถ้อยคำในชีวิตประจำวันจึงต้องอ่านบริบทและเจตนาด้วย ไม่ควรเหมาว่าทุกคำพูดเป็นนิติกรรม หรือเหมาว่าข้อความที่ใช้ภาษาสบาย ๆ จะก่อผลทางกฎหมายไม่ได้เสมอ

สัญญาต้องพิจารณาเจตนาของคู่กรณีที่ตรงกัน

สัญญาอยู่ภายในกรอบนิติกรรม แต่ต้องพิจารณาการตกลงระหว่างคู่กรณีตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป บทบัญญัติเรื่องคำเสนอและคำสนองในมาตรา 354–361 ช่วยตรวจว่าเจตนาตรงกันแล้วหรือยังและเกิดสัญญาเมื่อใด คำว่า “ฝ่าย” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับจำนวนคน เพราะฝ่ายหนึ่งอาจมีหลายคน

ตัวอย่างสัญญาที่เห็นความสัมพันธ์สองฝ่ายชัดคือซื้อขายตามมาตรา 453 ซึ่งเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้ขายและการตกลงใช้ราคาของผู้ซื้อ อย่าใช้เพียงชื่อเอกสารว่า “สัญญา” แทนการตรวจเนื้อหาและการตกลงจริง

แยกคำถามสามเรื่องออกจากกัน

เป็นนิติกรรมหรือไม่?
กำลังพิจารณาการแสดงเจตนามุ่งก่อผลทางกฎหมายอย่างไร ตามกรอบมาตรา 149
เกิดสัญญาแล้วหรือยัง?
ต้องตรวจคำเสนอ คำสนอง ความตรงกันของเจตนา และเงื่อนไขการเกิดสัญญาที่ใช้กับกรณีนั้น
มีผลสมบูรณ์และทำตามแบบหรือไม่?
เป็นอีกชั้นหนึ่ง ต้องตรวจวัตถุประสงค์ ความสามารถ การแสดงเจตนา และแบบที่กฎหมายกำหนดสำหรับการกระทำนั้น

มาตรา 150–153 แสดงว่าแม้กำลังพิจารณานิติกรรม ก็ยังมีประเด็นความชอบด้วยกฎหมาย แบบ และความสามารถ การพูดว่า “ตกลงกันแล้ว” จึงไม่จบทุกคำถามเรื่องผลทางกฎหมาย อ่านต่อได้ในบท โมฆะกับโมฆียะ

ตัวอย่าง: ตอบรับหรือเสนอราคาใหม่?

ตัวอย่างสมมติ: เมฆเสนอขายหนังสือของตนเล่มหนึ่งให้ฝนในราคา 200 บาท สมมติว่าทั้งคู่มีความสามารถทำนิติกรรม วัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีปัญหาเรื่องแบบหรือเงื่อนไขอื่นในตัวอย่างนี้

กรณีแรก: ฝนตอบรับราคา 200 บาทและเงื่อนไขเดิมโดยครบถ้วนภายในเวลาที่รับได้ จุดที่ฝึกดูคือคำเสนอและคำสนองตรงกัน เมื่อตรวจเงื่อนไขการเกิดสัญญาที่ใช้กับวิธีสื่อสารนั้นแล้ว จึงวิเคราะห์ต่อได้ว่าเกิดสัญญาหรือยัง

กรณีที่สอง: ฝนตอบว่า “รับซื้อ แต่ขอราคา 150 บาท” คำตอบเปลี่ยนราคา จึงไม่ใช่การรับคำเสนอเดิมโดยตรง มาตรา 359 วรรคสองให้มองคำสนองที่แก้ไขเงื่อนไขเป็นการบอกปัดและคำเสนอใหม่ ไม่ใช่ว่าเกิดสัญญาที่ราคา 150 บาททันที

โจทย์จริงต้องตรวจลำดับการสื่อสารด้วย มาตรา 361 วรรคหนึ่งวางหลักสำหรับคู่กรณีที่อยู่ห่างกันโดยระยะทาง และวรรคสองมีกรณีที่ไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนอง อย่านำสูตรว่า “ส่งข้อความแล้วเกิดสัญญาเสมอ” ไปใช้กับทุกวิธีติดต่อ

พินัยกรรมช่วยเห็นว่าทุกนิติกรรมไม่ใช่สัญญา

มาตรา 1646–1647 กล่าวถึงการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายโดยพินัยกรรม ตัวอย่างนี้ช่วยแยกการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวออกจากการตกลงทำสัญญา ผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้ต้องทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับผู้รับพินัยกรรมเพื่อให้การแสดงเจตนานั้นเป็นสัญญา

แต่ “ฝ่ายเดียว” ไม่ได้แปลว่าทำอย่างไรก็ได้ มาตรา 1648 กำหนดให้พินัยกรรมต้องทำตามแบบในหมวดที่เกี่ยวข้อง บทนี้ไม่ได้สอนวิธีทำพินัยกรรมหรือวินิจฉัยว่าเอกสารฉบับใดสมบูรณ์ และไม่ควรนำตัวอย่างนี้ไปสรุปว่านิติกรรมฝ่ายเดียวทุกชนิดมีเงื่อนไขเหมือนกัน

ฝึกอ่านโดยไม่ติดกับชื่อเอกสาร

  1. ระบุว่าการกระทำมุ่งเปลี่ยนสิทธิหรือความสัมพันธ์ทางกฎหมายเรื่องใด
  2. แยกว่าเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว หรือมีการตกลงของคู่กรณีหลายฝ่าย
  3. ถ้ากำลังตรวจสัญญา ให้ไล่คำเสนอ คำสนอง เงื่อนไขที่เปลี่ยน และเวลาที่เกี่ยวข้อง
  4. ตรวจความสมบูรณ์และแบบของการกระทำนั้นแยกอีกครั้ง ไม่ใช้การมีหรือไม่มีลายเซ็นเป็นคำตอบทั้งหมด

เริ่มทบทวนจากมาตรา 149 แล้วอ่านมาตรา 354–361 ต่อกันเพื่อไม่ให้หลุดเงื่อนไข ฝึกเขียนคำอธิบายสั้น ๆ ด้วยวิธีในบท เขียนตอบข้อสอบกฎหมาย ก่อนกลับไปตรวจตัวบทที่อ้าง

ลองทบทวน 3 ข้อ

ลองตอบด้วยตัวเองก่อนเปิดแนวคำตอบ คำถามเขียนขึ้นใหม่ ไม่ใช่ข้อสอบหรือการประเมินผล ไม่มีการส่งหรือบันทึกคำตอบของคุณ

นิติกรรมทุกอย่างเป็นสัญญาหรือไม่ และควรใช้เกณฑ์ใดแยก?

เปิดแนวคำตอบข้อ 1

ไม่ใช่ สัญญาเป็นนิติกรรมที่เกิดจากเจตนาของคู่กรณีตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปตรงกัน แต่นิติกรรมมีการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวได้ด้วย เช่น พินัยกรรมตามบทที่อ้าง ต้องตรวจลักษณะการแสดงเจตนาและบทเฉพาะ ไม่ใช้จำนวนกระดาษหรือลายเซ็นเป็นเกณฑ์อย่างเดียว

เมฆเสนอ 200 บาท ฝนตอบรับโดยเปลี่ยนเป็น 150 บาท เกิดสัญญาซื้อขายราคา 150 บาททันทีหรือไม่?

เปิดแนวคำตอบข้อ 2

ยังสรุปเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเป็นคำสนองที่แก้ไขเงื่อนไขราคา มาตรา 359 วรรคสองให้ถือเป็นการบอกปัดคำเสนอเดิมและเป็นคำเสนอใหม่ ต้องตรวจว่ามีการรับคำเสนอใหม่นั้นและเงื่อนไขการเกิดสัญญาครบหรือยัง

เมื่อรู้ว่าเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวหรือเป็นสัญญาแล้ว ยังต้องตรวจแบบอีกหรือไม่?

เปิดแนวคำตอบข้อ 3

ต้องตรวจ เพราะการจัดประเภทกับความสมบูรณ์และแบบเป็นคนละคำถาม เช่น พินัยกรรมยังต้องทำตามแบบตามมาตรา 1648 ส่วนการกระทำชนิดอื่นต้องตรวจบทที่ใช้กับชนิดนั้น ไม่สรุปว่านิติกรรมฝ่ายเดียวหรือสัญญาทุกชนิดมีแบบเดียวกัน

แหล่งข้อมูลและสถานะการตรวจ

บันทึกแหล่งข้อมูล: วันที่ตรวจไม่ใช่วันใช้บังคับกฎหมาย การตรวจครอบคลุมเฉพาะขอบเขตและรุ่นที่แต่ละแหล่งระบุ

หลักฐานสนับสนุนเนื้อหา

ใช้ตรวจคำกล่าวในบทเรียนตามขอบเขตที่ระบุ แหล่งที่ยังตรวจไม่ครบยังไม่ผ่านเงื่อนไขเผยแพร่

  1. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เผยแพร่โดยสถานีตำรวจนครบาลหลักสอง

    แหล่งทางการ · ตรวจเฉพาะขอบเขตและรุ่นที่ระบุแล้ว

    ฉบับ 304 หน้า ระบุปรับปรุง 7 มกราคม 2026; อ่านมาตราที่บทใหม่อ้างเมื่อ 6 ตุลาคม 2026
    ขอบเขต: มาตรา 149–153, 354–361, 453 และ 1646–1648 สำหรับความหมายของนิติกรรม การเกิดสัญญา การซื้อขายและพินัยกรรม
    ตรวจเฉพาะมาตราที่ระบุและใช้ข้อมูลฉบับแก้ไขที่ 25 ประกอบ การค้นเพิ่มเติมมีขอบเขตจำกัด ไม่ใช่การรับรองทะเบียนกฎหมายทั้งหมดหรือผลของนิติกรรมรายใด

    ตรวจสอบแหล่งข้อมูลด้วย AI เมื่อ

  2. ราชกิจจานุเบกษา — แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 25 พ.ศ. 2568

    แหล่งทางการ · ตรวจเฉพาะขอบเขตและรุ่นที่ระบุแล้ว

    เล่ม 142 ตอน 14 ก หน้า 1–3 เผยแพร่ 24 มีนาคม 2025 มีผล 25 มีนาคม 2025
    ขอบเขต: มาตรา 2 กำหนดวันเริ่มใช้บังคับ; มาตรา 3 แก้เพียงมาตรา 1567 (2) ไม่แก้ 150–153 หรือ 172–181
    ตรวจเอกสารทางการครบสามหน้าด้วย AI เฉพาะบทแก้ไขและวันใช้บังคับที่ระบุ ไม่ใช่การรับรองการค้นทะเบียนกฎหมายทั้งหมด

    ตรวจสอบแหล่งข้อมูลด้วย AI เมื่อ

  3. LawCast — ขอบเขตการตรวจคำกล่าวเกี่ยวกับแอป

    บันทึกตรวจผลิตภัณฑ์ · ตรวจเฉพาะขอบเขตและรุ่นที่ระบุแล้ว

    ตรวจคำกล่าวเกี่ยวกับการใช้งานจากซอร์สโค้ด ณ 5 ตุลาคม 2026
    ขอบเขต: เส้นทางอ่าน ค้นหา บัตรท่องมาตรา สิทธิ์เสียง/ทดลองใช้ฟรีที่เข้าเงื่อนไข AI/เครดิต และเป้าหมายอุปกรณ์
    ตรวจซอร์สโค้ดเพื่อเทียบคำกล่าวในบทเรียน ไม่ใช่การทดสอบแอปที่ติดตั้ง บริการจริง หรือเวอร์ชันที่เผยแพร่ใน App Store ตรวจสิทธิ์ ราคา และข้อเสนอในแอปก่อนใช้งาน

    ตรวจสอบแหล่งข้อมูลด้วย AI เมื่อ

    สอบถามเกี่ยวกับ LawCast

ช่องทางค้นและแหล่งอ่านเพิ่มเติม

ใช้สำหรับค้นคว้าต่อ ไม่ใช้รับรองข้อกล่าวอ้างหรือความเป็นปัจจุบันของกฎหมายในบทเรียน การแสดงลิงก์ไม่ได้หมายความว่าได้ตรวจเอกสารหรือคำพิพากษาครบแล้ว

  1. ราชกิจจานุเบกษา — ช่องทางตรวจประกาศและฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

    แหล่งทางการ · ยังตรวจแหล่งนี้ไม่ครบ

    ต้องระบุเล่ม ตอน หน้า วันประกาศ และวันใช้บังคับของเอกสารที่เกี่ยวข้อง
    ขอบเขต: ตรวจฉบับกฎหมายที่ตรงกับช่วงเวลา
    ลิงก์นี้เป็นทางเข้าค้นเอกสาร ไม่ใช่หลักฐานว่าได้ตรวจประกาศเฉพาะฉบับแล้ว

  2. ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้อง และคำวินิจฉัยศาลฎีกา

    แหล่งทางการ · ยังตรวจแหล่งนี้ไม่ครบ

    ยังเปิดระบบเพื่อตรวจคำพิพากษาฉบับเต็มไม่ได้ในรอบนี้
    ขอบเขต: ค้นคำพิพากษาต้นฉบับและตรวจเลขคดี/ปี
    บทเรียนใช้ตัวอย่างสังเคราะห์ ไม่มีการอ้างเลขคำพิพากษาจริงหรือสร้างคำวินิจฉัยของศาลขึ้นใหม่

เพื่อการเรียนรู้และค้นคว้า ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายหรือข้อวินิจฉัยสำหรับกรณีจริง โปรดตรวจเอกสารทางการและข้อเท็จจริงก่อนนำไปอ้างอิง

อ่าน · ฟัง · ทบทวน

เชื่อมความหมายกับมาตราที่ต้องอ่าน

ค้นและอ่านตัวบทที่มีใน LawCast แล้วจัดชุดบัตรทบทวนได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิกฟังเสียง สำหรับ iPhone และ iPad ที่ใช้ iOS / iPadOS 17 ขึ้นไป